ทำไมวัฒนธรรมพื้นบ้านของร้อยเอ็ด-ธนบุรี ถึงหายไปเงียบๆ? เตือนสตินักท่องเที่ยวและชุมชน

โดย ชัยวัฒน์ วัฒนกุล · 4 กันยายน 2569

วัฒนธรรมจริงหรือแค่โชว์สำหรับนักท่องเที่ยว?

เมื่อเดินเที่ยวหมู่บ้านของร้อยเอ็ด-ธนบุรี คุณจะเห็นพื้นบ้านคณะแม่บ้านที่อวดสิ่งทอพื้นเมืองให้ชมเป็นช่วงสั้นๆ ค่อนข้างนิยม แต่ในชีวิตประจำวันของคนในหมู่บ้าน คุณจะเห็นหญิงสาวใส่เสื้อเชิ้ตนำเข้า เคลื่อนไหวไปมาด้วยสมาร์ตโฟนในมือ ทีอีรถจักรยานยนต์ไปตัดผ้า ที่กลับมาจากเมือง ยิ่งกว่านั้น เด็กเลิกเรียนแล้วไม่ได้นั่งเรียนสักขระอีสานจากปู่ย่า แต่ไปโน้มหน้าเล่นเกมออนไลน์ที่เพื่อนๆ โพสต์ได้

นี่คือจุดที่ทำให้ฉันรู้สึกวิตกกังวล และฉันคิดว่าคุณควรรู้เรื่องนี้เช่นกัน ลองคิดดู: วัฒนธรรมแท้จริงจะยังคงชีวิตอยู่ได้กี่ปีอีก ถ้าเราต่างก็มองมันเป็นแค่สิ่งที่หยิบมาแสดงให้ท่องเที่ยวชมเมื่อมีการจัดงาน?

ปัญหาที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น

ไม่ใช่ว่าฉันต้องการให้คนในพื้นที่ร้อยเอ็ด-ธนบุรี งดเว้นการยอมรับสิ่งใหม่ เลยนอกจากนั้น ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือการขาดความสมดุล คุณจะสังเกตเห็นหลายอย่างที่น่าเป็นห่วง:

  • การสูญเสียทักษะดั้งเดิม — คนรุ่นใหม่ไม่รู้วิธีสักขระ ไม่รู้วิธีทอพื้นบ้าน ไม่รู้จักสมุนไพร หรือแม้แต่วิธีการขนมหวานหรืออาหารดั้งเดิมของบ้านเรา บางครั้งมีแม่บ้านเกษตรกรอายุ 60 ขึ้นไป พยายามสอนลูกสาว แต่เด็กสาวไม่สนใจ เพราะคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีประโยชน์กับการหาเงิน
  • การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้า — เมื่อวัฒนธรรมถูกบรรจุเป็นบริการท่องเที่ยว มันก็ขาดความแท้ธรรม คุณอาจเห็นการแสดงพืชนอยแบบ "สีสันสดใส" สำหรับนักท่องเที่ยว แต่มันไม่เหมือนกับการใช้พืชนอยในพิธีกรรมหรือการรักษาประเพณีจริงๆ ของคนท้องถิ่น
  • ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ — บ้านหลังเก่าหาญญาติถูกลบหายเรื่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นบ้านสไตล์ "อีสานสมัยใหม่" ตัวแบบเดียวกันที่หาดูได้ทั่วไปตั้งแต่อุบล ยโสธร จนถึงหนองคาย เลยนอกจากนั้น สถานที่เก่าแก่เช่นวัด อุ๊ยแร้ง และศาลาของประเพณีเดิม บางแห่งก็เริ่มมีน้อยลง

ใครที่ควรรับผิดชอบบ้าง?

เมื่อพูดถึงการสูญเสีย เราต้องระวังไม่ให้มองหาผู้บริโภค (คือนักท่องเที่ยว) เพียงอย่างเดียว ความจริงมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง:

ระดับชุมชนและครอบครัว — ผู้บ่าวสาวรุ่นใหม่เลือกจากไปเมือง หรือเมื่อกลับมา ก็ไม่อยากสืบทอดอาชีพหรือทักษะเดิม ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ เพราะเมืองใหญ่มาดูโลกที่กว้างกว่า และเงินได้ดูเหมือนง่ายกว่า ที่บ้านสักขระหรือทอปลายป่านหมายความว่าต้องนั่งทำวันๆ แล้วเงินมาน้อย ทีไร นี่คือเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องปัญญาหรือไม่ ผมบอกเลยว่าเป็นทั้งคู่

ระดับนโยบายท้องถิ่นและการท่องเที่ยว — บ้านเรา (ร้อยเอ็ด-ธนบุรี) กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยว และนั่นก็ดีแหละ แต่ปัญหาคือมักมีการส่งเสริมแบบ "ผลัดชั้น" ลองคิดว่า ถ้าหากนโยบายการท่องเที่ยวจริงจังเพียงแค่นำนักเที่ยวมาชมของเก่า โดยไม่เสริมสร้างให้คนรุ่นใหม่รักษาและเรียนรู้จากรุ่นแก่ นั่นมันจะออกมาเป็นกะไหล่ (superficial) แค่นั้น

ระดับนักเขียน นักวิจัย และสื่อท่องเที่ยว — เราต้องคิดแบบวิจารณ์ คือ บทความหรือคนพูดถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผลงานของคนเหล่านี้จะต้องตัดสินใจว่า จะเป็นผู้เขียนที่เพียงแค่บรรยายความสวยงามของวัฒนธรรม หรือจะเป็นคนที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่วัฒนธรรมนั้นกำลังเผชิญ? ผมเชื่อว่าความรับผิดชอบคือพูดความจริง แม้ว่าจะไม่หวานหู

นักท่องเที่ยวควรรู้อะไร?

ถ้าคุณตัดสินใจมาท่องเที่ยวร้อยเอ็ด-ธนบุรี เพื่อเพลิดเพลินหรือเพื่อศึกษาวัฒนธรรม ลองคิดเกี่ยวกับส่วนบทบาทของคุณด้วยนะ:

  • ไม่ควรคิดว่าการท่องเที่ยว = การอนุรักษ์ — คุณเข้ามาเที่ยวก็ดี แต่อย่าคิดว่าการจ่ายเงินเข้ามาจำนวนหนึ่ง หรือการไปชมการแสดงพื้นบ้าน ก็เป็นการปกป้องวัฒนธรรมแล้ว มันไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าคนในชุมชนเองไม่ส่งต่อความรู้ให้รุ่นเดือนให้ จำนวนนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ก็ไม่สามารถบันทึกเก็บวัฒนธรรมไว้ได้
  • อยากเรียนรู้ให้เข้าใจ มิใช่เพียงแต่ถ่ายรูป — อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องเตือนเป็นจริง เมื่อคุณไปเที่ยว ลองสอบถามกับคนท้องถิ่นแทนที่จะมาเซลฟี่กับกิจกรรมอย่างเดียว ถามให้รู้เรื่องหนึ่งข้อเพิ่มเติม ลองนั่งคุยกับผู้บ่าวสาวที่ยังคงรักษาอาชีพดั้งเดิม
  • พูดให้กำลังใจ มากกว่าแค่ซื้อของ — ใช่ว่าการซื้อสิ่งของพื้นบ้านไม่ดี แต่สิ่งที่มีค่ามากกว่า คือการที่คุณบอกให้คนทำปลายป่าหรือสักขระรู้ว่า มีคนนอกบ้านรักษาและยกย่องสิ่งที่พวกเขาทำ ประโยคเดียว "เป็นงานสวยมากจริงๆ" พูดจากใจ มีค่ามากกว่าการซื้อจำนวนมากแต่ดูแบบขยับขยาย

จะยังเก็บวัฒนธรรมไว้ได้อีก ถ้าวิธี?

ผมไม่ใช่นักวิชาการสงวม ผมแค่คนที่รักษาการเขียนเรื่องท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ แต่เป็นเรื่องน่าคิดเกี่ยวกับทางออกที่เป็นไปได้:

สำหรับ นโยบายและผู้นำชุมชน — ลองตั้งกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจให้รุ่นเดือนเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่บอกให้ยอมรับ การจัดสูตรแก้ปัญหาแบบเศรษฐกิจ เช่น การรับซื้อสินค้าพื้นบ้านในราคาที่เป็นธรรม หรือการสอนเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ เพื่อให้ทักษะเก่ามีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจจริงๆ

สำหรับ เยาวชนและครอบครัว — ลองมองดูใจกลางของเรื่อง ทักษะพื้นบ้านไม่ได้ตรงข้ามกับการศึกษาหรือความรุ่งโรจน์ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของตัวตน มีคนหลายคนที่ใช้สักขระหรือทอปลายป่าหรือความรู้เกี่ยวกับหญ้าสาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างธุรกิจและสร้างรายได้ที่ดี พวกเขาไม่ได้ยุ่ง แต่ดูแล่วแต่ฉลาด

สำหรับ เราทุกคน — ลองตั้งเป้าหมายว่า ข้อมูลท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่เราสนใจจะปล่อยให้ลูกหลาน (ของเราหรือของสังคม) ได้รับมือบ้าง เงินท่องเที่ยวอาจจะเพิ่มขึ้น หรือคิดชื่น แต่วัฒนธรรมจะหายไปเงียบๆ ถ้าเราไม่ระวัง

การท่องเที่ยวที่มีสติ

ในท้ายที่สุด ผมคิดว่า ท่องเที่ยวแบบครบครันไม่พลาดความเป็นของถิ่น ไม่ใช่แค่การมาแล้วอ่านรีวิว ถ่ายรูป ไปกินอาหาร แล้วกลับไป นั่นเป็นการบริโภค ไม่ใช่การท่องเที่ยว ท่องเที่ยวที่มีสติ คือการที่เราเข้ามาในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้อยเอ็ด ธนบุรี หรือไหนก็ตาม ด้วยจิตใจที่อยากเรียนรู้เข้าใจ เคารพ และอยากมีส่วนสนับสนุนให้สิ่งที่ดีงามของที่นั่นยังคงอยู่ต่อไป

ถ้าคุณกำลังตั้งแผนมาเที่ยวพื้นที่นี้ ลองจำไว้ว่า คุณไม่ใช่แค่ลูกค้า คุณคือส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์นี้ — ไม่ว่าจะเป็นอย่างดีหรืออย่างร้าย ก็แล้วแต่ตัวคุณ

ชัยวัฒน์ วัฒนกุล
นักเขียนสายข้อมูลท่องเที่ยวและวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด-ธนบุรี ที่คลุกคลีในวงการมา 14 ปี ชอบทดลองและถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย