ศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ด: วัฒนธรรมการแต่งกายที่สวยงามและสมควรค่าแก่การเรียนรู้

โดย สมชาย ศรีรัตน์ · 24 กรกฎาคม 2569
ภาพประกอบเรื่อง ศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ด: วัฒนธรรมการแต่งกายที่สวยงามและสมควรค่าแก่การเรียนรู้
ศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ด: วัฒนธรรมการแต่งกายที่สวยงามและสมควรค่าแก่การเรียนรู้

พบกับความสวยงามของศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ด

ถ้าคุณเคยสงสัยว่า "ทำไมชาวบ้านถึงเลือกสีและลายแบบนี้?" หรือ "ผ้าชิ้นนี้มาจากไหนและหมายถึงอะไร?" แล้วคุณมาถูกที่แล้ว เพราะศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ดมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าที่เราเห็นในแวบแรก

จังหวัดร้อยเอ็ดนี่มีศิลปะประเพณีที่สมบูรณ์ซ้อน ตั้งแต่งานทอผ้า การถักทอ การปักแบบต่างๆ ไปจนถึงการออกแบบลายที่มีสัญลักษณ์ลึกซึ้ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสวยงามแค่ชั่วครู่ แต่เป็นการถ่ายทอดความเป็นตัวตนของสังคมที่ยังยืนหยัดรักษาวัฒนธรรมไว้มาจนถึงทุกวันนี้

เสื้อผ้าดั้งเดิมร้อยเอ็ด: มากกว่าแค่การแต่งตัว

คนท้องถิ่นอีสานเรามักบอกว่า "เสื้อผ้าบอกเล่านิสัยของคน" และถ้าจะพูดถึงเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของร้อยเอ็ด มันต้องพูดถึงสิ่งที่อยู่เหนือพื้นผิวของผ้านั้นแน่นอน

ผ้าซิ่นและผ้าสไบ คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความรู้จักศิลปะการแต่งกายพื้นบ้าน ผ้าซิ่นซึ่งเป็นผ้าหอมกระเบน (กระเบนสั้น) หรือผ้าหอมกระเบนยาวนั้น ไม่ได้เป็นแค่ชุดใส่เฉยๆ หากแต่มันเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงธรรมชาติและความเงียบสงบ ส่วนผ้าสไบนั้นคืออันเหนือกว่า มันเป็นศิลปะที่ผูกมัดกับตัวตนของเจ้าของผ้า

ลายที่ปรากฎบนผ้าพวกนี้ไม่ใช่ลายสุ่มสี่สุ่มห้า บรรดาลายแต่ละชนิดมีชื่อเป็นของตัวเอง มีความหมาย และมีเหตุผลในการเลือกสีและรูปแบบ บางลายเรียกว่า "ลายแก้ว" บางลายเรียกว่า "ลายม้า" หรือ "ลายกระแต" คำเหล่านี้มาจากรูปร่างจริงของเรื่องต่างๆ ที่อยู่รอบตัวชาวบ้าน บ้านเรือน ศาสตร์การเกษตร สัตว์ เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งจริงๆ

ลายและสีที่มีความหมาย

เวลาที่คนร้อยเอ็ดเลือกสีสำหรับผ้า พวกเขาไม่ได้แค่คิดว่า "สีนี้น่าสวย" หรือ "สีนี้ใช่ ใช่" พอดี แต่พวกเขาคิดถึงสิ่งต่างๆ เช่น:

  • สีแดง: มักเชื่อมโยงกับความกระตือรือร้น ความโชคดี และความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัฒนธรรมอีสานอยู่ดีอยู่เรื่อย
  • สีเขียว: แทนความเป็นธรรมชาติ ความสดชื่น และความเชื่อมโยงกับการทำไร่ทำไร
  • สีน้ำเงิน: สัญลักษณ์ของความมั่นคง ความสำรั จ และน้อมถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • สีเหลือง: สำหรับพระราชพิธี ความมีวุฒิ และความนับถือในเรื่องศาสนา

ลายแต่ละแบบก็ไม่แตกต่างกัน ลายที่ดูซ้ำไปซ้ำมาก็มีความหมาย บางลายบอกเล่าเรื่องราวของการเก็บเกี่ยว บางลายบอกเล่าชีวิตของผู้หญิงที่ทำสวน บางลายบอกเล่าการอธิษฐานขอพรให้ได้พระคุณหลายๆ อย่าง

งานทอและการปักแบบดั้งเดิม: ศิลปะที่ใช้มือ

ก่อนที่จะกลายเป็นผ้าสำเร็จรูป ผ้าแต่ละชิ้นต้องผ่านมือของช่างที่มีทักษะและความอดทน หญิงสาวร้อยเอ็ดหลายคนเริ่มเรียนรู้การทอผ้าตั้งแต่เด็กเล็ก บ้างก็เรียนจากแม่ บ้างก็เรียนจากยายหรือคุณป้า

การทอผ้าบนกี่กับ (เครื่องมือทอผ้าแบบดั้งเดิม) เป็นการทำงานที่ต้องใช้สมาธิและความเข้าใจอย่างลึก คุณต้องรู้ว่าด้ายเส้นไหนวางไว้ที่ไหน ต้องหันแกนด้ายไปทางไหน และต้องเก็บจังหวะให้สม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผ้าที่ออกมาสวยงามน้อยก็อาจใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ และมันจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพราะถ้าหยุดไปแล้วกลับมาทำใหม่ ลายอาจจะไม่สวยสม่ำเสมอ

ส่วนการปัก มันเป็นศิลปะที่อีกแบบหนึ่ง บ้านเรืองร้อยเอ็ดจำนวนไม่น้อยเก่งเรื่องการปักแบบต่างๆ ปักขลิบ (ปักแบบเส้นต่อเส้น) ปักหลวม (แบบหลวมไม่แน่น) ปักเทพ (ปักเป็นรูปเทพเจ้า) หรือแม้แต่ปักทองเพื่อเพิ่มเงาบนผ้า

ชุดประจำวันและชุดสำคัญ: ความแตกต่างที่ต้องรู้

อย่าคิดว่าเสื้อผ้าดั้งเดิมร้อยเอ็ดมีแค่ชนิดเดียว มันมีความหลากหลายมากกว่าที่คิด

ชุดประจำวัน ที่ชาวบ้านใส่ไปทำงานไร่ เก็บเกี่ยว หรือไปตลาด มักเป็นผ้าที่เรียบง่ายกว่า ลายไม่ซับซ้อนเท่า สีก็ดูจะเข้มหรือเป็นสีที่ลงตัวกับการทำงาน

แต่เมื่อถึงวันสำคัญ เช่น วันปีใหม่ (สงกรานต์) พิธีบวช พิธีมงคลสมรส หรือการไปวัด ประชาชนจะเลือกใส่ชุดที่ดีกว่านั้น ผ้าที่ดีขึ้น ลายที่ละเอียดกว่า สีที่สว่างกว่า เพราะว่าโอกาสเหล่านี้มีความหมายสำคัญ และต้องแสดงความเคารพต่อพิธีการและต่อบุคคลอื่นๆ ด้วย

ผู้ชายก็แต่งกายแบบดั้งเดิมด้วย

เราพูดถึงผู้หญิงไปเยอะแล้ว แต่ผู้ชายล่ะ พวกเขามีศิลปะการแต่งกายของตัวเอง

สไบ (ผ้าที่ผูกพาดไหล่) และ ผ้าซิ่น เป็นชุดสำหรับผู้ชายเหมือนกัน แต่ลายและสีมักจะแตกต่างออกไปบ้าง ผู้ชายมักเลือกลายที่ไม่วุ่นวายมากนัก สีที่เข้มขึ้น และการแต่งกายโดยรวมก็จะดูเรียบเรียบกว่า

เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ ผู้ชายชาวบ้านจะใส่สไบและผ้าซิ่นที่ดีกว่า บ้างก็ใส่เสื้อแถบแบบดั้งเดิม (เสื้อแขนยาวหรือแขนสั้น) ที่มีปักหรือมีงานหัตถศิลป์บนหน้า

ศิลปะการออกแบบ: อดีตกาบและปัจจุบัน

การออกแบบลายผ้าดั้งเดิมเป็นกระบวนการที่ใช้ความคิด ประสบการณ์ และการดูแลรายละเอียด ในอดีตกาบ ช่างการทอจะนั่งลงมาคิดลายใหม่ๆ ส่วนใหญ่มาจากจินตนาการ ประสบการณ์ชีวิต หรือบางครั้งมาจากการเห็นลายจากห้องไหนก็ไม่รู้แล้วจำได้ ลายดีๆ หากแต่มันไม่ได้มาจากการคัดลอกโดยตรง แต่เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมา

ในยุคปัจจุบันนี้ เรามีความหลากหลายมากขึ้น บ้างก็ใช้วิธีการพิมพ์ผ้า บ้างก็ยังใช้วิธีทอดั้งเดิม บ้างก็ผสมผสานความทั่วไปกับความสมัยใหม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ศิลปะเดิมยังอยู่และยังมีคนเรียนรู้ยังไง

เรียนรู้และรักษาศิลปะพื้นบ้าน

ก่อนที่ศิลปะพื้นบ้านจะหายไปสักวันนึง มีหลายโครงการและหลายคนที่พยายามเก็บรักษา สอน และสงเสริมให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา วัด ศูนย์การเรียน ประชาชนท้องถิ่น บ้างก็ไปถึงขั้นตั้งสถาบันเพื่อเรียนการทอผ้าและการปัก

ถ้าคุณอยากเรียนรู้เรื่องศิลปะการแต่งกายเอง วิธีที่ดีที่สุดคือ ลองไปพูดคุยกับผู้ที่เก่งเรื่องนี้ มันอาจจะมีหลายวิธีสำหรับคุณ บ้างก็มีคลาสเรียนสอนการทอผ้า บ้างก็มีการสอนโดยวัฒนธรรมวิถีชีวิตจริง

สวมใส่เสื้อผ้าดั้งเดิม: เพราะอะไรถึงควรลอง

บางคนอาจถามว่า "ทำไมต้องสวมใส่เสื้อผ้าดั้งเดิมด้วย? อันนี้ไม่ใช่เรื่องของไปวัดหรือพิธีการเฉยๆ นะ

  • ความรู้สึกสบาย: ผ้าที่ทำจากเส้นด้ายธรรมชาติ มักสบายตัวกว่า ระบายอากาศได้ดี
  • ความสวยงามของศิลปะ: คุณจะได้สัมผัสและทำความเข้าใจศิลปะโดยตรง ลายแต่ละเส้นก็บอกเล่าเรื่องราว
  • การสนับสนุนช่างและผู้ทำจริง: เมื่อคุณสวมใส่เสื้อผ้าดั้งเดิม คุณกำลังสนับสนุนให้คนที่ทำศิลปะนี้ยังคงทำต่อไป
  • การแสดงตัวตน: มันบอกเล่าว่าคุณนับถือวัฒนธรรมและรักษามรดกวัฒนธรรมไว้

เสื้อผ้าดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องของการกลับไปอดีต แต่เป็นการเก็บรักษาและนำวัฒนธรรมสู่อนาคต

ลองมาพิจารณา...

ศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ดนั้นไม่ต้องรอวันสำคัญหรือวันปีใหม่ คุณสามารถเลือกสวมใส่เสื้อผ้าดั้งเดิมในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปตลาด หรือแม้กระทั่งแค่นั่งอยู่บ้าน เพราะแล้วจะสัมผัสถึงความเป็นตัวตนของสังคมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

คุณที่สนใจเรื่องศิลปะหัตถศิลป์อื่นๆ อาจสนใจอ่าน เสื้อพิมพ์ลาย ก่อนสั่งทำต้องรู้อะไรบ้าง เช็กให้ครบกันพลาด เพราะอาจจะเป็นการสื่อสารศิลปะแบบอื่นที่น่าสนใจไม่น้อย

ศิลปะพื้นบ้านร้อยเอ็ดรอคุณอยู่ พร้อมที่จะเล่าเรื่องและให้คุณสัมผัสถึงความสวยงามที่ลึกซึ้ง

สมชาย ศรีรัตน์
สมชายเติบโตที่ร้อยเอ็ด ปัจจุบันทำงานและใช้ชีวิตในธนบุรี รักการเดินทางและถ่ายทอดเรื่องราวเมืองบ้านเกิดสู่คนเมือง